
ถ้าเราใช้ SSL ที่เป็น 32-bit converters เรายังต้องปรับ gain input ให้พอดีอยู่ไหม?
คำตอบ คือ ยังจำเป็นต้องปรับ gain input ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการ clipping ของสัญญาณบนอุปกรณ์
ทำไมถึงยังต้องปรับ gain ให้เหมาะสม?
เพราะอุปกรณ์ SSL นั้นใช้ converter เป็น 32-bit fixed-point สิ่งที่อาจจะทำให้สับสนได้ คือ อุปกรณ์บันทึกเสียงบางรุ่นใช้เป็น 32-bit floating-point โดยทั่วไปอุปกรณ์ชนิดนี้ใช้ระบบ multi-converter ในแต่ละ channel เพื่อขยาย Dynamic Range ให้กว้างมากขึ้น ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่างถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เราไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าเสียงที่อัดมาจะมีความดังมากขนาดไหน

ทำไมต้องสนใจเรื่องนี้?
แม้จะไม่ต้องลงลึกในเรื่องคณิตศาสตร์แต่สิ่งที่ควรรู้คือ ระบบ floating-point มี Dynamic Range แทบจะไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับการประมวลผลเสียงภายใน DAW ในทางกลับกัน ระบบ fixed-point มีไดนามิกเรนจ์ที่จำกัด ซึ่งอาจทำให้เกิดการ Clipping ได้หากไม่ปรับ gain staging ให้เหมาะสม
สำหรับงานบันทึกเสียง
สัญญาณ input เช่น ไมโครโฟน หรือ เครื่องดนตรี เราควรปรับ gain ให้อยู่ภายใน dynamic range ของ preamp หากปรับสัญญาณที่แรงเกินไป จะทำให้สัญญานที่เกิน 0 dBFS เกิด clipping ทำให้เกิด distortion ได้
สำหรับงาน mix-down
เราควร balance เสียงให้สัญญาณรวมที่ master bus ไม่เกิน 0 dBFS ในกรณีที่สัญญาณเกิน 0 dBFS บน DAC จะ clipping ทำให้เกิด distortion ได้
ทำไม Coverters แบบ 32-bit ถึงมีความสำคัญ?
ในปัจจุบันผู้ผลิต converter AD/DA รายใหญ่ จะเริ่มต้นความละเอียดที่ 32-bit ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุด ที่มีค่าความละเอียดของเสียง, dynamic range, sampling frequency และ THD+N ที่ส่งผลกับคุณภาพเสียงในการบันทึกและการ playback
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของ DAC แบบ 32-bit ที่ SSL ใช้งานคือ สามารถควบคุมเสียงแบบ digital volume control ได้โดยไม่สูญเสียคุณภาพ ซึ่งสำคัญมากๆ สำหรับ SSL 12 และ SSL 18 ในขณะเดียวกัน DAC แบบ 24-bit เมื่อลดระดับสียงแบบ digital volume control อาจเกิด truncation error ทำให้ noise floor เพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีแก้ไขคือใช้ dither แต่ต้องแลกกับการใช้พลังประมวลผลเพิ่มขึ้นใน DSP
32-bit ให้ Dynamic Range สูงกว่า 24-bit ไหม?
ขึ้นอยู่กับตัวแปลงสัญญาณ (converter) และการออกแบบวงจร ไม่ใช่เพียงเพราะจำนวน bit ที่สูงขึ้น
ในทางทฤษฏี
16-bit มี dynamic range of 96 dB.
24-bit มี dynamic range of 144 dB.
32-bit มี dynamic range of 192 dB.
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ที่มีสัญญาณรบกวนต่ำมักมีราคาสูงขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้น converter 24-bit ระดับ Hi-End บางรุ่นอาจให้ Dynamic Range ที่ดีกว่าตัวแปลง 32-bit รุ่นใหม่บางตัว ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์และการออกแบบวงจร
เรายังสามารถบันทึกเสียงที่ 24-bit บน converter 32-bit ได้ไหม?
ได้แน่นอน เราสามารถตั้งค่าความละเอียดของเสียงใน DAW ตามที่คุณต้องการได้

Common terms
Dynamic Range: ความแตกต่างระหว่างสัญญาณที่ดังที่สุด (ดังที่สุดโดยไม่เกิดความผิดเพี้ยน) และสัญญาณที่เบาที่สุด (เช่น noise floor) ค่านี้มักจะแสดงเป็นเดซิเบล (dB)
dBFS: Decibel Full Scale. ใช้สำหรับแสดงระดับสัญญาณโดยอ้างอิงกับค่าสูงสุด (Full Scale) ค่า Maximum โดยไม่เกิด Distotion ของสัญญาณ คือ 0 dBFS
ADC: Analogue-to-Digital Converter
DAC: Digital-to-Analogue Converter
ขอบคุณข้อมูลจาก
Commenti